Taiwan again 2018 ตอนที่ 1-2 (11 เม.ย.2018)

หนีร้อนในวันสงกรานต์ไปเที่ยวไต้หวันกันดีกว่า (11 เม.ย. 2018) ตอนที่1-2

หลังจากเล่าถึงการเดินทาง อาหารที่กินไปแล้วคร่าวๆ เราจะมาพาเที่ยวแล้วค่ะ อย่างที่บอกไปในกาทู้ที่แล้วว่าเราจะแบ่งการเล่าออกเป็นช่วงๆ มาถึงที่เที่ยวแรกในทริปนี้แล้วค่ะ  Anping tree house ทำไมถึงเป็นบ้านต้นไม้แห่ง Anping ตามไปเที่ยวกันค่ะ ห่างจากกาทู้แรกค่อนข้างนานเพราะชีวิตยุ่งเหยิงเหลือเกิน5555

 

จริงๆ ที่พามาตัวเองก็ยังไม่รู้เลยว่าที่นี้มีอะไร ก็เล่นมีแต่ภาษาจีนล้วนๆ แบบนี้  ชะนีไทยก็ไม่เข้าใจอันใดเลยทั้งสิ้นทั้งปวง มีแต่แผนทีอะนะ

 

ดูจากหน้าประตูก็ยังไม่ช่วยอะไรเช่นกัน แต่คาดว่าคงเป็นพิพิธภัณฑ์อะไรสักอย่างนั่นละคะ  มาถึงแล้ว ก็ต้องเข้าไป

 

 

แต่ก่อนจะเข้าไปมองทางด้านซ้ายมือเห็นอาคารแบบนี้อยู่แต่ก็ยังไม่รู้ว่าข้างในคืออะไรเช่นกัน

 

 

ซึ่งพอเข้าไปที่อาคารแรก (คนละอาคารกับรูปด้านบน) จะแสดงนิทรรศการเกี่ยวกับการวาดพู่กันจีนของอดีตผู้จัดการนาเกลือของที่นี้ สมัยก่อนที่นี้ทำนาเกลือค่ะ เกลือถือว่าเป็นหนึ่งในสิ่งที่มีความสำคัญแต่การค้าขายและการใช้ชีวิตเป็นอย่างมาก  เท่าที่ทราบจากการสอบถามคือ ผุ้จัดการของนาเกลือจัดว่าเป็นคนที่มีฝีมือในการเขียนพู่กัน จนได้รับการยกย่องในประเทศไต้หวัน แต่ลืมถามชื่อมาค่ะ แหะๆๆๆ  ภาพด้านล่างนี้ไม่ใช่ผลงานของคนที่ฟีน่าพูดถึงนะคะ เป็นผลงานการเขียนพู่กันของการประกวดเขียนพู่กันค่ะ อันดับ 1 ทางขวามือสุด อันดับสองตรงกลาง อันดับที่ 3 ซ้ายมือ

 

ส่วนอันนี้ใครจะอ่านออกกันนะ 55555555555555555

 

ส่วนภาพนี้ก็เป็นอักษรจีนแบบโบราณ

 

 

ออกจากอาคารนี้เราก็เดินไปอาคารที่เราเห็นทางด้านซ้ายกันค่ะ ตึกนี้เป็นผลงานการออกแบบของชาวอังกฤษที่เข้ามาค้าขายในเมือง Anping นะคะ

 

 

 

 

พอมองไปด้านบนจะเห็นเพดานไม้ที่ใช้การประกอบแบบเดิม ลักษณะการทำเพดานที่เป็นแบบโบราณและเฉพาะตัว ไม้ทั้งหมดค่ะ เป็นโครงสร้างดั้งเดิมเลย

 

 

ส่วนตรงนี้ที่ทำเป็นประตูโค้งๆ แบบนี้ สำหรับหน้าร้อน เวลาแดดส่องมาจะไม่ร้อน หน้าฝน ฝนก็จะไม่สาดมากเขาเลยทำเป็นรูปครึ่งวงกลมแบบนี้ (จริงเปล่าไม่รู้ เขาบอกมาอย่างนี้)

 

 

 

 

 

มามะขึ้นมาด้านชั้นสองกัน มีอะไรน่าดูรออยู่เพียบ แบบที่คิดไม่ถึงเลย

 

 

สัญลักษณ์ของบริษัทที่เขามาทำการค้ากับไต้หวันค่ะ เป็นบริษัทจากประเทศอังกฤศ ก็แนวส่งออก นำเข้า  พี่ท่านส่งออกอะไร ใบชา น้ำตาล ทำนองนี้ แล้วนำเข้าอะไรมาขาย ฝิ่นไงค่ะ อังกฤษนี้ตัวดีเลย  ที่เรามาชมเป็นที่ตั้งของ Tait & Co. นะคะ จะเห็นจากภาพด้านล่าง อาคารทางด้านขวามือ

 

 

 

 

ภาพสมัยก่อนของแถบนี้ค่ะ จะเห็นบริษัทและกงสุลของอังกฤษ อย่างที่บอกว่าเขาทำนาเกลือด้วย ที่ราบๆ ข้างหน้าตึกนั่นคือนาเกลือนะคะ

 

อันนี้คือเรือที่เขาบอกว่าเอาขนชาและน้ำตาลออกไปขายที่จีนค่ะ เรือลักษณะนี้วิ่งได้ไว ทำเวลาได้ดี ก็ตามหลักวิทยาศาสตร์ที่เรารู้ๆ หัวแบบนี้แหวกน้ำได้ดี

 

 

 

อย่างที่บอกไว้ว่าที่นี้เป็นบริษัทของคนอังกฤษที่ส่งของออกไปขาย พามาดูชาก่อนนะคะ

 

 

การนวดชาก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องมีความชำนาญถ้าแรงไปชาก็จะใบแตกไม่ได้รูปทรงสวยงาม พี่ที่ผู้ชายด้านขวาเหยียบๆ นั่น ถ้าจำไม่ผิดคือกำลังช่วยกันนวดชา (อันนี้ฟังไม่ถนัดจริงๆค่ะ)

 

 

 

ต่อจากชาก็น้ำตาล  จะเห็นว่าเครื่องหีบน้ำอ้อยคล้ายกับบ้านเราเลยนะคะ

 

 

ส่วนอันนี้ไม่รู้ว่าใช้กรองน้ำตาลหรือเปล่า หรือทำอะไร เพราะน้ำตาลก็จะมีสีขาวกับสีน้ำตาล พอดีไกด์พูดจีนล้วนๆ จะให้ใครช่วยแปลก็ไม่ทันแล้ว

 

 

 

 

ฝิ่น สินค้านำเข้ามาขายของอังกฤษอันขึ้นชื่อ

 

 

นอกจาก anping จะขายชากับน้ำตาล ก็ยังทำเครื่องกระเบื้องอีกค่ะ  เป็นอันรู้กันว่า China bone นี้คือเครื่องกระเบื้องที่ดีที่สุด ที่นี้ก็ส่งไปขายพร้อมกับพวกชาและน้ำตาลไปที่อังกฤษค่ะ

 

 

พาดูของเก่าต่อเล็กน้อย ก็จะมีเครื่องคิดเลขและพิมพ์ดีดยุคโบราณ

 

 

 

 

 

มามะเรามาเข้าสู่โหมดประวัติศาสตร์กัน ตอนแรกก็คิดว่าจะลากมาดูบ้านเท่านั้นแต่ในนี้ซ่อนประวัติศาสตร์เริ่มต้นของคนไต้หวันเอาไว้  ดั่งเดิมไต้หวันไม่ได้เป็นประเทศอย่างที่เห็น เป็นแค่เกาะซึ่งแน่ละเป็นส่วนหนึ่งจีน  แต่คนในเกาะไต้หวันดั่งเดิมจะเป็นคนชนเผ่า คล้ายๆ คนป่าที่จะอาศัยอยู่มากกว่า  การเริ่มต้นของการเป็นไต้หวันก็เริ่มจากที่พวกฮอลันดาเข้ามาในแถบไถหนาน มาทำการค้าขายกับพวกคนชนเผ่าที่นี้ แต่เขาไม่ได้เรียกคนแถวนี้ว่าคนไต้หวันนะคะ แต่เรียก ต้าหยวน Tayouan จากต้าหยวน ก็กลายเป็นไต้หวันต่อมานั่นเอง

 

 

 

 

การเข้ามาค้าขายของพวกฮอลันดาเริ่มแรกก็ฉลาดแกมโกงตามสไตล์นั่นละคะ เอาหนังสัตว์ 50 ผืนมาแลกแล้วเขามาตั้งรกราก การค้าขาย เราจะเห็นป้อมที่สร้างไว้ทำดูแลเรื่องต่างๆ ของเมืองไถหนานอยุ่ทางด้านขวา และปัจจุบันก็ยังอยู่ เพราะได้รับการบูรณะปรับปรุงมาตลอด

 

 

ว่ากันว่าพวกฮอลันดาทีเข้ามาทำการค้าขายที่นี้ขายพวกหนังสัตว์เป็นหลัก ได้ทำการล่ากวางที่ไถหนานไปถึงแสนตัวเพื่อเอาหนังไปใช้งาน

 

 

แผนที่นี้แสดงให้เห็นว่าจุดที่เราอยู่ตรงนี้เคยเป็นอ่าวมาก่อน ก่อนจะถมให้กลายเป็นพื้นดินเพื่อสร้างอาคาร และจำได้ไหมคะที่บอกว่า ทำนาเกลือไปด้วยนั่นเอง

 

 

และก็จำไม่ได้ว่าเกิดอะไรขึ้นทำให้คนพื้นเมืองมีปัญหากับชาวฮอลันดา ถึงขั้นทำการขับไล่กันออกจากไต้หวัน น่าจะมาจากที่ได้ยินคร่าวๆ ว่าพอเข้ามาค้าขายก็เริ่มเอาเปรียบ รุกรานคนพื้นเมืองมากเกินไป และน่าจะเป็นสงครามขนาดย่อมๆ เพราะหลังจากออกจากตรงนี้ ก็ขับรถผ่านวัดที่เจ้านายบอกว่าตรงนี้เป็นวัดที่เขาสร้างไว้เพื่อสักการะคนที่เสียสละชีวิตเพื่อขับไล่ชาวฮอลันดาออกไป

 

 

 

 

 

 

ตอนแรกมองเจ้านี้คิดว่าสมอเรือ แต่จริงๆ มันคือที่เกี่ยวเสาค่ะ ชาวฮอลันดาจะเอาเกี่ยวเสาอาคารเวลาที่เกิดแผ่นดินไหว ประเทศที่เป็นเกาะก็มักจะเกิดแผ่นดินไหวเสมอๆ

 

 

เราก็คิดว่าคงหมดแล้ว แต่ไม่ใช่พอออกจากที่นี้มองไปทางขวาสุด แถวๆ ห้องน้ำมีตึกเก่าๆ  เราก็คิดว่าตึกร้าง ไม่ใช่ค่ะ นี้คืออาคารที่เป็นส่วนหนึงของที่นี้ และนี้ละ Anping tree house  ฟีลก็จะคล้ายๆ พวกวัดในอยุธยาที่มีต้นไม้ขึ้นมาปกคลุมอย่างไรอย่างนั้น ตอนนั้นก็ว่าสวยดี แต่ไม่คิดว่าเขาจะทำดีมาก ทั้งโครงสร้างอาคารที่ค้ำยันไว้ไม่ให้ตึกมันถล่มเพราะน้ำหนักของต้นไม้  tree house เมื่อก่อนเป็นโกดังของบริษัท Tait & Co. แต่หลังจากถูกทิ้งร้างไปก็กลายสภาพเป็นแบบนี้

 

 

จากที่ฟังไกด์และมีคนแปลให้ฟังก็คือ อิฐที่สร้างเป็นอิฐที่นำเข้ามาจากจีน ซึ่งตอนนั้นก็ยังไม่มีปูนซีเมนต์ การฉาบก็ต้องใช้วิธีโบราณ ใช้น้ำตาล เปลือกหอย และน่าจะเป็นข้าว (อันนี้ฟังไม่ถนัด) ผสมกันใช้แทนปูน

 

 

กรอบหน้าต่างนี้ก็เช่นกัน ให้เข้าใจง่ายๆ คืออับเฉาที่มากับเรือสินค้า ถ้าเป็นแบบเราก็คือพวกตุ๊กตาหินที่ประดับอยู่ตามวัดพระแก้วค่ะ หนามากและดูหนักมาก น่าจะถ่วงเรือได้ดี

 

 

 

ก็เดินดูบ้านกันไป เย็นมาก แทบจะอยากปูเสื่อแล้วนอนเลย 55555  ไกด์พาเรามาหยุดตรงนี้ ก็แปลกใจว่าทำไม คือมันสวยดีละ ต้นไม้ปกคลุมทางช่องประตูเอาไว้  จนได้ฟังคำแปลก็คือว่า เมื่อก่อนมี ปธน.ของไต้หวันคนหนึ่ง เดินลอดรากไม้ตรงนี้ ทำให้คนทำตาม รากไม้เลยหักไป ทางที่นี้เลยต้องเอาไม้ไผ่มากั้นไม่ให้คนเดินลอด จนรากไม้ที่ขาดไปกลับมางอกใหม่อีกครั้ง (จะเห็นไม้ไผ่ที่ดูไม่เข้ากัน นั่นละคะ เขาเอากั้นไม่ให้คนเดินผ่าน)  ส่วนรากที่งอกเพิ่มก็อยู่ด้านหน้าไม้ไผ่ลำไม่ใหญ่มาก

 

 

 

 

และไม่ใช่แค่เดินได้แต่ชั้นล่างนะคะ เขามีskywalk ให้ขึ้นไปด้วยค่ะ  เราก็ไม่รอช้า ก็ต้องขึ้นไปซิคะ

 

 

 

ขึ้นมาก็จะเห็นสภาพของต้นไม้ที่ขึ้นมาปกคลุมโกดังเก่า ให้ความรู้สึกเหมือนตอนไปปราสาทหินที่กัมพูชาดีค่ะ  ซึ่งเราก็เดินชมวิวกันไป ต้องบอกว่าเขาทำดีมากค่ะ ทางเดินน่าเดินมาก

 

 

 

 

พอลงมาจาก skywalk ก็จะเจอทางเดินอีกส่วนแต่ไม่ได้ขึ้นไป เดินมาถ่ายระหัดวิดน้ำที่จำลองมาจากนาเกลือสมัยก่อน  คือร้อนมากเลยถ่ายแค่รูปพอ

 

 

 

ร้อนๆ ต้องกินไอติมค่ะ เขาบอกว่าไอติมที่นี้อร่อยมาก ถ้าไปกินที่ไทเป จะต้องรอนานเพราะคนนิยมกัน แต่ถ้าที่นี้ไม่ต้องรอคิวเลย เป็นไอติม มาสคาโปนชีส โคนละ 75 เหรียญ อร่อยดีค่ะ นี้ก็ดันลิ้นจระเข้ ก็อร่อยหมดเลย 5555555

 

ออกจากที่นี้เราก็ไปต่อ  จะไปป้อมที่เคยเล่าให้ฟังว่าเป็นจุดเริ่มต้นของการค้าขายกับต่างชาติ ซึ่งทางไต้หวันยังคงรักษาสภาพของมันไว้ บำรุงรักษาให้คงสภาพเดิม  แต่พอไปถึง คือแดดร้อนมากและค่าเข้าน่าจะแพง เลยมองจากข้างนอกแทน แดดเปรี้ยงไม่มีฟีลเดินชมป้อม เลยได้แค่มองแทน แล้วก็เดินเล่นตลาดแถวนั้นแทน มาบ่ายๆ เลยไม่มีอะไรมาก ร้านก็ยังไม่ค่อยเปิด

 

แดดร้อนๆ ได้น้ำบ๊วยสักแก้วหนึ่ง ชื่นใจดีค่ะ แต่บ๊วยที่นี้ เจ้านายบอกว่าเขาผสมกระเจี๊ยบด้วย ให้ความเปรี้ยวอีกนิด ดื่มตอนอากาศร้อนสดชื่นดี

 

 

เรายังไม่หมดทริปของวันแรก แต่หน้ากาทู้ยาว เราจะตัดไปเล่าใน 1-3 ต่อนะคะ จะรีบเขียนให้อ่าน กลัวลืมค่ะ 5555

Related posts

Leave a Comment