Taiwan again 2018 ตอนที่ 1-1 (11 เม.ย.2018)

หนีร้อนในวันสงกรานต์ไปเที่ยวไต้หวันกันดีกว่า (11 เม.ย. 2018) ตอนที่1-1

 

ในเมื่อเรามีเวบใหม่ เปิดเมนูใหม่สำหรับการเที่ยวโดยเฉพาะ เราก็ต้องใช้งานให้เป็นประโยชน์ดีกว่า อย่างที่รู้ๆ กันว่าตัวเองชอบไปไต้หวันมาก คือไปแล้วไปอีก ไปซ้ำๆ กันห้าหกรอบแล้ว รอบนี้เราก็หนีสงกรานต์เมืองไทยไปไต้หวันกันค่ะตั้งแต่ 11 เม.ย.-15 เม.ย.กัน  รอบนี้ไปไหนบ้าง จริงๆ ตอบได้เลยว่าไม่รู้เพราะเป็นสไตล์ติ่งห้อยไปกับครอบครัวเจ้านายดังนั้นมีหน้าที่กิน เที่ยวแบบฟรีๆ ชอปปิ้งได้อย่างสบายใจ

 

ฟีน่าจะทยอยๆ เล่านะคะ เพราะยาวมาก ถ้าเล่าในกาทู้เดียวจะอ่านไม่รอดแน่นอนค่ะ ตอน 1-1 เราจะเริ่มต้นเดินทางกันตั้งแต่สุวรรณภูมิไปจนถึงไต้หวัน การเดินทางและการปฏิบัติตัวต่างๆ ในการเดินทาง สำหรับวันแรกน่าจะแบ่งได้ทั้งหมด 3 ส่วนนะคะ  1-2 เราจะพาไปเที่ยวบ้านต้นไม้ที่อันผิงกัน  1-3 เราจะขึ้นเขาไปไหนกันบ้างต้องรอชมค่ะ

 

เราออกเดินทางในเวลาประจำคือไฟลต์เวลา 01.45 น. เพื่อไปตื่นเช้าที่ไทเปในเวลา 06.35 น. คือเอาให้คุ้มตื่นแล้วเที่ยวต่อ แต่บางคนรู้สึกว่าสาหัสไปนิดเพราะแทบไม่ได้นอน แต่ฟีน่าใช้บริการไฟลต์นี้ทุกครั้งเลยชิน ไฟลต์ขึ้นบ่อยจนจำแทบจะได้แล้ว EVA Air BR206  ไม่ได้ใบ้หวยนะเออ

 

การไปไต้หวันในช่วงนี้จัดว่าสะดวกมากฟรีวีซา มีห้องสำหรับท่องเทียว มีข้อมูลทุกอย่าง ไปไต้หวันหรือแสนจะง่าย ไฟลต์บินมีเยอะ หลายราคา แต่ส่วนตัวฟีน่าแนะนำว่าขึ้น Full service ดีกว่าค่ะ ต่างกันไม่กี่พันบาท (ในช่วงโปรฯ ไม่ใช่ใช่ ไฮซีซัน) ตั๋วจะตกอยู่ราวๆ แปดพันจะเกือบหนึ่งหมื่นบาท แต่ถ้าโลว์คอสก็จะอยุ่ในราวหกหรือเจ็ดพัน แต่ถ้าเจอช่วงโปรฯ อาจจะถูกกว่านี้ แต่ที่ไม่นั่งเพราะไม่ชอบความเสี่ยงกับไฟลต์ดีเลย์ ตารางเที่ยวเราจะเคลื่อนหมดเพราะเขามีเวลาเดินทางไปกลับแค่วันละหนึ่งหรือสองไฟลต์ ถ้ามีอะไรต้องรอเท่านั้น แต่ถ้าจ่ายของแพงก็ได้เวลาที่เราต้องการมากขึ้น น้ำหนักกระเป๋าก็ได้ถึง 30 โล เวลาเดินทางไม่โหดร้ายไป

 

เรื่องที่พัก ตอนนี้สารพัดเวบมีให้เลือก ตั้งแต่ booking Agoda หรืออีกหลายเวบ แต่ให้ดีจองผ่านพวกนี้แล้วส่งเมลไปสอบถามด้วยว่า คุณได้รับการจองหรือเปล่า จะได้ไม่โดนเทง่ายๆ   เอาละเรามาเริ่มต้นเดินทางดีกว่าค่ะ

 

 

อย่างที่บอกว่าฟีน่าเลือกบินกับ Eva air ตลอด อาจจะเป็น China Airline บ้าง แต่ก็น้อยมากเพราะชอบเวลาของ Eva air มากกว่า และอีกอย่างที่แนะนำให้เลือกสองสายการบินนี้ก็คือ คุณจะสามารถเช็กอินที่สถานีรถไฟเข้าสนามบินได้ เรียกเข้าใจง่ายๆ ว่าAirport link ของไต้หวันเองค่ะ สำหรับการบินกับสองสายการบินนี้จะได้น้ำหนักสามสิบกิโลฯ วันที่เช็กอินก็เอามาโหลดได้เลย น้ำหนักเหลือเช่น โหลดไป 20 กก.  อีก 10 กก. คุณไปโหลดที่หน้าเคาน์เตอร์ได้อีกนะคะ เหมาะกับสายชอปปิ้งมากที่วันสุดท้ายก่อนกลับไม่ต้องหอบกระเป๋า โหลดเลยแล้วเที่ยวต่อ ชอปต่อ  แต่ว่าคุณจะต้องโหลดสัมภาระก่อนเที่ยวบินอย่างน้อยสามชั่วโมง  ซึ่งแอร์พอร์ตลิงก์จะเปิดตอนหกโมงเช้า ดังนั้นไฟลต์ที่จะเริ่มโหลดได้คือ 9 โมงเช้าเป็นต้นไป

 

 

 

ระหว่างรอขึ้นเครื่องเราได้อานิสงค์จากเจ้านายไปนั่งรอในเลานจ์ อาหารกลางๆ แต่ไม่ต้องมานั่งหิวน้ำ มีของว่างให้กินรสชาติพอไหว นั่งรอจนเวลาบอร์ดดิง 01.15 เราก็เดินไปขึ้นเครื่องคือเลานจ์อยู่แถวๆ เกท D แต่ต้องไปขึ้น เกท E ก็เดินกันพอเหนื่อย ไปถึงก็นั่งเกทเปิดจริงจัง ไฟลต์นี้คนไทยเยอะมาก คือไปไต้หวันปีหลังๆ เจอคนไทยอย่างเยอะ แต่ความที่บอกตรงๆ เลยว่าคนไทยเองก็กลัวคนไทยด้วยกันเอง เพราะมีเคสเยอะ เช่นหลอกถามที่พักเพื่อจะแอบอ้างตอนเขียนใบขาเข้า สำหรับหญิงไทยที่ไปทำงานพิเศษ พอโดนจับคนไปเที่ยวเลยซวยไปด้วย หรือไปเดินตลาดกลางคืน คนไทยเจอคนไทยจะไม่ค่อยทักกันเพราะกลัวคนไทยกันเอง ตอนแรกไม่รู้ หลังๆ เริ่มเห็นคำเตือนเลยเข้าใจว่าทำไมคนไทยถึงไม่คุยกัน

 

ไฟลต์นี้จะโดนปลุกมากินข้าวราวๆ ตีสองกว่า กินเสร็จหลับคาถาดข้าวจริง แอร์มาเก็บถาดไปตอนไหนไม่รู้เรื่องเลย 55555555555555 นางหลับยาวเลย เพราะเหนื่อยสะสมมาตั้งแต่งานหนังสือ มาตื่นตอนจะแลนดิ้งราวๆ เกือบหกโมง  ผ่านตม.แบบสบายๆ เพราะฟีน่าเข้าออกไต้หวันบ่อย ตราประทับมีประเทศอื่นด้วย เวลาในการเข้าออกปกติคือไม่เคยเกิน 15 วัน ไม่มีประวัติทำผิดในไต้หวัน ตม.ดูหน้าว่าเหมือนในพาสฯ ไหม รอบนี้ก็ไม่ถามอะไรแล้ว แต่เผื่อความชัวร์ พิมพ์ตั๋วเครื่องบิน ใบจองโรงแรม ใบทริปคร่าวๆ ไปด้วยนะคะ เผื่อโดนซักจะได้ตอบถูก จำไว้ว่าไม่ว่าตม.ชาติไหน ห้ามหลบตา ไม่ต้องวิตกจริต เราไปเที่ยวจริงๆ เราจริงใจเขาต้องเห็น แต่กรณีนี้เกาหลีก็อาจจะลุ้นๆ หน่อยเพราะสาวไทยไปเสียไว้เยอะ

 

ซึ่งตอนนี้ไต้หวันเปิดให้เขียนใบขาเข้าออนไลน์ สะดวกมากขึ้น ไม่ต้องไปเขียนบนเครื่อง มีเวลาในการเขียนบนเวบทำให้เราไม่ต้องกังวลเรื่องเขียนผิด   ดูรายละเอียดการเขียนใบตม. ได้จากลิงก์ข้างล่างนะคะ ง่ายมาก

[รีวิวไต้หวัน] ตอนที่ 102 : การกรอกใบขาเข้าไต้หวัน กรณียกเว้นวีซ่า

 

ผ่านตม. เราก็มารอรับกระเป๋า ที่สนามบินเถาหยวนเขาจะมีสองอาคารนะคะหลังๆ บินแต่ Eva air เลยลงแต่อาคาร 2 อยากลงอาคาร 1 อะ เพราะอาคารใหม่ทำสวยมาก แต่เราไม่บิน China airline เลยก็อดไป แต่อาคาร 2 ก็ไม่เป็นไร  จะบอกว่าสำหรับคนบินไฟลต์เช้าตรุ่แบบฟีน่า หลังที่รับกระเป๋าเขาจะมีห้องให้อาบน้ำด้วยนะคะ ฟรีค่า ใครอยากล้างหน้าล้างตา อาบน้ำเปลี่ยนเสื้อผ้าทำได้เลยนะคะ มองหลังสายพานทางด้านซ้ายมือไว้ (ลืมถ่ายรูปมามัวแต่รอกระเป๋า)

 

ยังไม่เข้าเมือง เราไปซื้อซิมเน็ตของไต้หวันก่อน แนะนำว่าไม่ต้องซื้อของไทยไปค่า คือไม่แรงเลย เคยซื้อไปฮ่องกงราคาก็พอๆ กันแต่สัญญาณเน็ตไม่ไหว ที่ไต้หวันนี้คือราคาไม่แพง ทางไปซื้อ พอออกจากมา ให้มองทางซ้ายสุด จะมีเคาน์เตอร์ขายซิมหลายยี่ห้อ แต่ที่ว่าแรงสุดคือChunghwa เราไปห้าวัน เลือก set C ค่ะ ราคาสามร้อยเหรียญ เน็ตไม่จำกัด โทรได้ 30 นาที วิธีเปิดก็ง่ายใบพาสปอร์ตของเราเปิด ทางเคาน์เตอร์จะจัดการให้ทุกอย่างแค่ยื่นเงิน พาสฯ มือถือให้ก็จบ

 

ได้ซิมแล้วไปค่ะ เราไปกัน แต่ปกติแล้วคนไปไต้หวันก็จะเริ่มต้นที่ ไทเปเมน สเตชั่นเพราะเป็นจุดศูนย์รวมของการเดินทางทุกอย่าง ค่ารถแอร์พอร์ตลิงก์สายสีม่วง (สายด่วนใช้เวลา 35 นาทีถึงจุดหมาย) ราคา 160 เหรียญ สายสีฟ้าจะจอดทุกสถานีใช้เวลาราวๆ เกือบ 1 ชั่วโมง ราคาก็น่าจะถูกลงมาแต่ไม่ทราบราคาเพราะปกติใช้แต่สีม่วง  แต่คราวนี้ไปอีกฝั่งค่ะ เพราะวันแรกเราจะไป Tainan กัน จริงๆ เราควรบินไปลงเกาสงเพื่อประหยัดเวลา แต่เนื่องจากว่าเราแพลนไว้อย่างหนึ่ง แต่พอเอาเข้าจริงต้องเปลียนแผนเพราะช่วงที่ผ่านมาไต้หวันแผ่นดินไหวบ่อย เลยหนีไปอีกฝั่ง ความตั้งใจแรกจะไปฮัวเหลียน ไทหลูเก๋อ (ทางตะวันออก) เราเลยต้องไปทางตะวันตกแทน เป้าหมายใหญ่คือ อาลีซาน

 

เพิ่มเติมคนที่ใช้ชีวิตในไต้หวันแนะนำเลยว่าให้ซื้อบัตร easy card หรือเขาเรียกว่า โยวโยวข่า ซื้อได้ที่เคาน์เตอร์ตรงแอร์พอร์ตลิงก์ค่ะราคาบัตร 100 เหรียญ (ค่าบัตร ไม่สามารถขอเงินค้ืนได้) แต่ทริคคือถ้าคุณไม่อยากได้บัตรธรรมดาๆ ให้ลงไปดูที่ร้านสะดวกซื้อเช่น เซเวน Hi-Life Family – mart อาจะได้บัตรน่ารักๆ อย่างลายโดเรมอน คิตตี้หรืออื่นๆ หาได้ทั้งที่สนามบิน ร้านขายของที่ระลึกของ MRT ที่สถานีไทเป เมนฯ แต่ถ้าไม่คิดมากก็ซื้อบัตรธรรมดาๆ (ฟีน่าก็ถือบัตรนี้) การเติมเงิน ค่าบัตร 100 เหรียญ  ค่าแอร์พอร์ตลิงก์ 160 เหรียญ รอบแรกให้เติมทิ้งไว้ 500 เหรียญได้เลยค่ะ ไม่ต้องกลัวใช่ไม่หมด ข้อแรกบัตรนี้ใช้กับรถไฟใต้ดินได้ รถเมล์ได้ ร้านสะดวกได้หลายร้าน ดูจากลิงก์ได้ค่ะสำหรับรายละเอียดเพิ่มเติม

 

ถ้าเงินหมดก็ตามได้ตามร้านสะดวกซื้อหรือในเคาน์เตอร์ information ของรถไฟใต้ดินค่ะ สะดวกมาก คล้ายๆ บัตรปลาหมึกของฮ่องกง

 

EasyCard หรือ โยโยข่า 悠遊卡 บัตรเดียวเที่ยวง่าย สบายกระเป๋า

 

มีบัตรแล้วใช้ชีวิตสบาย แต่เราต้องเดินทางลงใต้ รอบนี้อาจจะอธิบายเส้นทางไม่ละเอียดเพราะไปกับคนไต้หวัน เขาเลยพาเดินแบบไม่บอกอะไรเลย นี้ก็มีหน้าที่วิ่งตามอย่างเดียว แถมเขาเช่ารถอีกนางเลยสบายมาก แต่เราจะต้องไปขึ้นรถไฟความเร็วสูง แบบรถหัวกระสุนของญี่ปุ่นกันค่ะ

 

 

เรามาจากเถาหยวน อาคาร 2 ต้องย้อนเส้นทาง เพราะปกติจะขึ้นเหนือ คือ Taipei main แต่รอบนี้ลงทางใต้ เราเลยไปลงสถานี Taoyuan HSR กัน คนไทยอาจจะกลัวการคุยกับจนท. นี้เลยค่ะ มีการจองออนไลน์ แสนสะดวก

 

[รีวิวไต้หวัน] ตอนที่ 56 : 3 ขั้นตอนง่ายๆ ในการจองตั๋วรถไฟความเร็วสูง (HSR) ผ่านทางออนไลน์

 

แต่คำถามที่จะเจอคือถ้าเกิดไปไม่ทันรอบจองละทำไง มันจะมีกรณีที่เราก็เอาตั๋วที่เราพิมพ์ไปยื่นเคาน์เตอร์เราจะได้ ตั๋วที่ไม่ระบุทีนั่ง คล้ายๆ ตั๋วยืน ซึ่งไปวัดดวงว่าถ้าเกิดตู้นั้นที่นั่งว่างเราก็นั่งได้เลย แต่ถ้าไม่ก็ยืนกันไป ส่วนราคาไม่ว่าจะจองหรือไม่จอง เท่ากันค่ะจะนั่งหรือยืน ดังนั้นจองก่อนค่ะจะได้มีที่นั่งถ้าเราต้องเดินทางไกล  แต่รอบนี้ผิดแผนไปหมดเลยได้ตั่วยืน ซึ่งโชคดีว่าตู้ที่ระบุของเราว่าง

 

จากภาพนะคะ non-reserved คือตั๋วยืนนั่นละคะ จาก Taoyuan to Tainan ตู้ที่ 10-12 ก็คือเราต้องอยู่ในตุ้ 10-12 ไม่สามารถจะขึ้นตู้ไหนก็ได้นะคะ (เดี๋ยวเราจะมีตั๋วกลับที่ระบุที่นั่งให้ดูอีก)  ราคา 1150 เหรียญ

 

 

สถานีไหนกันบ้างนะ แต่เราจะไป Tainan เกือบจะสุดเส้นทางเลย ราคาก็เลยแพง

เหมือนรถไฟฟ้าหัวกระสุนที่ญี่ปุ่น ซึ่งมันก็วิ่งเรามากด้วย และตรงเวลามากด้วย เวลาเป๊ะมาก ไม่มีเลทต้องไปรอเลยนะคะ ไม่งั้นตกขบวนค่ะ อย่างที่บอกว่าเราได้ตั๋วไม่ระบุที่นั่ง เลยต้องลุ้นแล้วก็ได้นั่งชมวิวกันไป น่าจะใช้เวลาราวๆ 3 กว่าๆ มั้งคะ กว่าจะถึง จำเวลาไม่ได้เป๊ะๆ

 

เขาซื้อให้กิน ขอบอกว่าไม่อร่อยเลย จืดมาก กินไม่หมดแต่ต้องหอบไปเพราะเกรงใจคนซื้อให้

 

มาถึงสถานีไถหนานแล้ว จัดแจงเปลี่ยนเสื้อผ้าเพราะกลัวหนาวนางเลยจัดเต็ม แต่เอาเข้าจริง ร้อนมาก แล้วเราก็ไปเจอกับสมาชิกร่วมทริป (ญาติเจ้านายที่เป็นคนไต้หวันหมด ชะนีไทยก็ได้แต่เงียบเพราะฟังไม่ออกสักคำ 555  แต่ความที่เจอกันบ่อยๆ เวลาไปไต้หวันทุกรอบหรือเขามาเที่ยวไทยก็เลยคุ้นๆ หน้ากันไม่เกร็งมาก)

 

 

พาหนะเที่ยวโซนทางใต้ของเรา เป็น Mercedes-Benz Sprinter เคยอ่านแต่ในนิยายวันนี้ได้นั่งของจริง แต่เจ้านายบอกว่าไม่ใช่เบนซ์แต่เป็นโฟลค์ตะหาก แต่จะยี่ห้ออะไรคือมันดีงามมาก เพดานรถสูงมาก ไม่เหมือนรถตู้ที่เรานั่งทั่วไป อึดอัดมาก เดินทางสบายสุดๆ จุคนได้ 7-8 คน ส่วนราคานี้ก็เอาการค่ะ จากที่ไปถามนายมาเขาคิดวันละหมื่นเหรียญ แต่นะคิดว่าคุ้มค่ะ เพราะนั่งสบายมากจริงๆ จะเห็นว่าเขามีตัวติดภาษาต่างๆ เพราะเราจองผ่านเอเจนต์เที่ยวในไต้หวัน เขาจะจัดการหารถให้ จองที่พักให้(การจองผ่านเอเจนต์ถูกกว่าจองเองในบางโรงแรมเพราะเขามีส่วนลดกันให้ คือถูกว่า booking Agoda อีกค่ะ และมีพิเศษมากกับการใช้พาสฯ ต่างชาติมีส่วนลดให้บางโรงแรมอีก นี้เลยได้ใช้พาสฯ ไทยทำส่วนลด)  รอบนี้เรามีสมาชิกเด็กน้อยไปด้วยไม่ถึงสามขวบ แต่นิสัยดีมาก ว่าง่าย โล่งใจตลอดทริปว่าเราจะไม่กลายเป็นนางมาร

 

มาถึงไถหนาน ก็พากันมากินข้าวร้านที่เขาบอกว่าอร่อยมากชนิดที่ถ้าเป็นวันเสาร์-อาทิตย์ต้องต่อคิวกินกัน ร้าน Chou’s Shrimp rolls นะคะ  ชื่อร้านก็บอกว่าขายกุ้งโรล คือกุ้งทอดนั่นละคะ อาหารดังสุดของร้าน

 

หน้าตาของป้ายชื่อร้าน

 

เมนูภาษาจีนล้วนๆ อ่านไม่ออก แต่เราไปกับคนไต้หวันเขาก็สั่งให้ รอกินสบายไป แต่ไม่ใช่ว่าเรามาถึงสั่งๆ แล้วรอที่โต๊ะนะคะ ทีี่นี้เขาต้องบริการตัวเอง เขียนใบสั่งเสร็จ ไปที่เคาน์เตอร์ จ่ายเงิน ยกอาหารมาที่โต๊ะเอง อุปกรณ์ในการกินก็ต้องหยิบเอง กินเสร็จก็ต้องยกจานและถาดไปเก็บ

 

ทำให้เห็นๆ กันตรงหลังเคาน์เตอร์นั่นละคะ เพราะเราต้องยกอาหารไปเอง

 

อันนี้เขาว่าเป็นอาหารดังสุด กุ้งม้วนทอด ส่วนรสชาติ จืดๆ นะคะ ต้องจิ้มกันหน่อย ข้างหลังก็เป็นเต้าหู้ ไปไต้หวันนี้ต้องบอกเลยว่าเต้าหู้อร่อยมากจริงๆ ยกเว้นเต้าหู้เหม็นอะ นี้คือกินไม่รอดสักที 5555

 

 

 

อีกถาด ด้านหน้าสุดก็เรียกว่าเกาเหลาลูกชิ้นน่าจะดีสุดค่ะ ส่วนในชามด้่านหลังนั้นคืออาหารประจำชาติไต้หวันก็ว่า หลูโร่วฟาน ข้าวหน้าหมูพะโล้แนวๆ นั้น ใครไปไต้หวันก็ไปหาชิมได้ค่ะ มีหลายร้าน แต่จะอร่อยถูกปากคนไทยไหมก็ว่ากัน ส่วนนี้กินแล้วก็อร่อยดีแต่เป็นพวกชอบเนื้อๆ แบบจัดเต็ม

 

 

อีกถาดเขาบอกว่านี้ละเกาเหลา แต่ขออภัยนะค่า คนไทยคงคิดว่าไม่ใช่เพราะน้ำมันเหนียวๆ คล้ายกระเพาะปลามากกว่า

 

 

ถาดถัดไปขอเรียกว่า ปลาหมีดบดชุบแป้งทอด (จานด้านหน้า )  ด้านหลังทอดมันกุ้ง รสชาติไม่จัดแบบบ้านเรา รสชาติโดยรวมสำหรับตัวเองไม่ได้อร่อยมาก กลางๆ ถ้าได้น้ำจิ้มบ๊วยอาจจะดีขึ้น 555 แต่บ้านเขาจิ้มกับพริกไทยดำ ที่อยู่ด้านหลังอาหารนั่นละคะ เจ้านายที่เป็นคนไต้หวันเอง แต่อยู่ไทยมานานยังออกปากว่าจืดไป ไม่มีรสชาติไปนิดหนึ่ง สรุปร้านนี้คงไม่ถูกปากคนไทยเท่าไร

 

 

กินเสร็จก็ไปต่อ จอดให้ลงตรงไหนก็ลงละ อย่าถามนะว่าไปไหน 555 จะมารู้ตอนจะกลับทุกทีตอนขอดูตั๋ว ซึ่งการมาไถหนานรอบนี้ เริ่มต้นด้วยอะไรเดี๋ยวเราไปดูกันต่อนะคะ รู้สึกชักยาวจะอ่านจนตาลายเกินไป เป็นคนเขียนอะไรยาวเหยียดตลอดเวลา

 

Related posts

Leave a Comment